10 ปี Super Shoe ของ Nike: จาก Vaporfly 4% และ Breaking2 ถึง Alphafly และ Apex

Eliud Kipchoge, Lelisa Desisa และ Zersenay Tadese วิ่งในรองเท้าต้นแบบ Nike Vaporfly Elite ระหว่างโครงการ Breaking2

ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

ถ้าย้อนกลับไปช่วงกลางทศวรรษ 2010 รองเท้าวิ่งแข่งขันสำหรับมาราธอนแทบจะเดินตามสูตรเดียวกัน: ทำให้บางลง เบาลง และตัดวัสดุออกให้มากที่สุดเท่าที่จะยังพาวิ่งครบ 42.195 กิโลเมตรได้ แต่เมื่อสถิติโลกชายอยู่ที่ 2:02:57 การจะขยับเข้าใกล้กำแพง 2 ชั่วโมงไม่ได้ต้องการเพียงรองเท้าที่เบากว่าเดิมอีกนิด มันต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องรองเท้าแข่งทั้งระบบ

ในบทความย้อนหลัง 10 ปีของ Nike ซึ่งเผยแพร่ 9 ตุลาคม 2026 แบรนด์พาเข้าไปดูว่าทีมวิจัย นักออกแบบ และนักวิ่งค่อย ๆ เปลี่ยนโจทย์นั้นเป็น Vaporfly, Alphafly และล่าสุด Apex ได้อย่างไร เรื่องนี้จึงน่าสนใจกว่าการเรียงรายชื่อรุ่นรองเท้า เพราะมันเผยเบื้องหลังว่า “ความเร็ว” เกิดจากการทำงานร่วมกันของโฟม รูปทรงแผ่นคาร์บอน โครงสร้างรองเท้า และการทดสอบกับคนวิ่งจริง

3 นาที ที่ต้องหาให้เจอ

ทีม Nike Sport Research Lab หรือ NSRL ศึกษาเรื่องความล้าของนักกีฬาอยู่ก่อนแล้ว ทั้งผลต่อการเคลื่อนไหว สมรรถนะ และความเสี่ยงบาดเจ็บ เมื่อ Nike ตั้งโจทย์มาราธอนต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ทีมจึงไม่ได้ถามเพียงว่าต้องลดน้ำหนักรองเท้าอีกกี่กรัม แต่ถามว่าต้องช่วยให้นักวิ่งใช้พลังงานน้อยลงเท่าไรขณะรักษาความเร็วเดิม

ตัวเลขที่ Nike คำนวณได้ในเวลานั้นคือ นักวิ่งระดับสูงสุดอาจต้องเร็วขึ้นราว 3% และมี running economy หรือความประหยัดพลังงานในการวิ่งดีขึ้นมากกว่า 3% เพื่อชดเชยช่องว่างเกือบ 3 นาทีจากสถิติเดิม Sandy Bodecker ผู้ผลักดันโครงการพิเศษของ Nike สนับสนุนให้ทีมตามหาคำตอบ ขณะที่แนวทางลดวัสดุจนรองเท้าบางลงเรื่อย ๆ เริ่มไปต่อได้ยาก

สเก็ตช์และต้นแบบยุคแรกสะท้อนโจทย์ใหม่ของทีมออกแบบ: ทำอย่างไรให้รองเท้าซับแรงและส่งพลังได้โดยยังเบา ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

ZoomX ทำให้รองเท้าหนาขึ้นได้ โดยไม่ย้อนกลับไปหนักแบบเดิม

จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากวัสดุของ Zotefoams ในสหราชอาณาจักร ตามคำบอกเล่าของ Nike กระบวนการอัดไนโตรเจนด้วยแรงดันสูงทำให้ได้โฟมที่เบาและคืนพลังงานได้ดีขึ้น วัสดุนี้ต่อมาคือ ZoomX ทีมออกแบบจึงมีพื้นที่ให้เพิ่มชั้นโฟมใต้เท้าเพื่อซับแรงกระแทก โดยไม่ให้น้ำหนักเพิ่มเหมือนกับโฟมแข่งแบบเดิม

อีกชิ้นส่วนคือแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์โค้ง ทีมไม่ได้มองแค่ความแข็งของแผ่น แต่ทดลองรูปทรงและความโค้งให้ทำงานร่วมกับโฟมเพื่อลดภาระเชิงชีวกลศาสตร์ระหว่างก้าว พูดให้เห็นภาพคือทั้งสองส่วนถูกออกแบบเป็นระบบเดียวกัน: โฟมรองรับและคืนพลังงาน ส่วนรูปทรงกับความแข็งของแผ่นช่วยกำหนดวิธีที่เท้าเคลื่อนผ่านจังหวะลงน้ำหนักไปสู่การถีบส่ง ไม่ใช่ใส่แผ่นคาร์บอนแล้วรองเท้าจะเร็วขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

Zoom Vaporfly Elite ที่ใช้ในโครงการ Breaking2 แสดงชั้นโฟม ZoomX รุ่นแรก ๆ ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

4% ในชื่อ Vaporfly หมายถึงอะไร

ก่อนรองเท้าออกสู่สนาม Nike ให้ผู้เข้าทดสอบวิ่งบนลู่ที่ความเร็วคงที่ พร้อมวัดการใช้ออกซิเจนเพื่อประเมินต้นทุนพลังงานของการวิ่ง ผลที่แบรนด์รายงานคือรองเท้าต้นแบบช่วยให้ running economy ดีขึ้นเฉลี่ย 4% เมื่อเทียบกับรองเท้าแข่ง Nike Zoom Streak 6 ที่ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบในงานทดสอบนั้น จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ Zoom Vaporfly 4%

จุดที่ควรแยกให้ชัดคือ 4% นี้ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะทำเวลามาราธอนได้เร็วขึ้น 4% หรือได้ผลเท่ากันทุกสภาพการวิ่ง มันคือผลการวัดความประหยัดพลังงานภายใต้เงื่อนไขทดสอบเฉพาะ ซึ่ง Nike ใช้เป็นหลักฐานว่าระบบโฟมกับแผ่นคาร์บอนกำลังไปถูกทาง และความสบายจากชั้นโฟมที่เพิ่มขึ้นก็กลายเป็นประโยชน์อีกด้านของรองเท้าแข่งยุคใหม่

Elliott Heath กับภาพตอนเปิดตัว Nike ZoomX Vaporfly NEXT% ตอนปี 2019

Breaking2: รองเท้าคู่เดียวไม่พอจะฝ่ากำแพง

วันที่ 6 พฤษภาคม 2017 Eliud Kipchoge, Lelisa Desisa และ Zersenay Tadese ลงวิ่งโครงการ Breaking2 ที่สนาม Monza ประเทศอิตาลี โดยใช้ Zoom Vaporfly Elite ซึ่ง Nike ปรับให้เข้ากับนักวิ่งแต่ละคน โครงการนี้ไม่ได้ฝากความหวังไว้กับรองเท้าอย่างเดียว แต่รวมการวางแผนเพซ นักวิ่งเพซเมกเกอร์ที่สลับกัน การเติมพลัง โภชนาการ และสภาพเส้นทางเข้าเป็นแผนเดียว

Kipchoge เข้าเส้นชัยที่ 2:00:25 ยังห่างจากกำแพง 2 ชั่วโมงอีก 25 วินาที แต่ตัวเลขนี้ทำให้เป้าหมายที่เคยดูไกลลิบเข้าใกล้จนจับต้องได้ และเป็นเวทีที่ทำให้แนวคิด Super Shoe จากห้องแล็บปรากฏต่อสายตาคนวิ่งทั่วโลก

บรรยากาศก่อนออกสตาร์ต Breaking2 ที่สนาม Monza ประเทศอิตาลี ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

จาก Vaporfly ไป Alphafly: ตามหาวินาทีที่เหลือ

Nike ระบุว่าการพัฒนาแนวคิด Alphafly เริ่มขึ้นก่อน Breaking2 จะจัดจริงเสียอีก ทีมต่อยอด ZoomX กับแผ่นคาร์บอน Flyplate ด้วย Air Zoom สองชุดใต้หน้าเท้า เพื่อให้ระบบรองเท้ามีองค์ประกอบตอบสนองเพิ่มขึ้นในจังหวะลงน้ำหนักและถีบส่ง โดยยังต้องทำให้ชิ้นส่วนทั้งหมดทำงานเข้ากับท่าวิ่ง ไม่ใช่เพียงเพิ่มเทคโนโลยีให้มากที่สุด

สองปีหลัง Monza วันที่ 12 ตุลาคม 2019 Kipchoge สวมต้นแบบของรุ่นที่จะกลายเป็น Air Zoom Alphafly NEXT% วิ่งระยะมาราธอนที่เวียนนาด้วยเวลา 1:59:40 นับเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ทำระยะนี้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง แต่ World Athletics ระบุชัดว่าการวิ่งครั้งนี้ไม่ได้เป็นสถิติโลกอย่างเป็นทางการ เพราะเป็นกิจกรรมภายใต้เงื่อนไขพิเศษ มีทีมเพซเมกเกอร์หมุนเวียนและการสนับสนุนระหว่างทาง

เบื้องหลังตัวเลขยังมีมุมที่ Nike เล่าผ่าน Elliott Heath ซึ่งบอกว่า Kipchoge ออกวิ่งได้ในวันรุ่งขึ้นหลังงานที่เวียนนา เรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่ Nike นำมาอธิบายความสำคัญของการปกป้องเท้าและความสบายควบคู่ความเร็ว แต่ไม่ใช่หลักฐานว่ารองเท้ารุ่นหนึ่งจะช่วยให้ทุกคนฟื้นตัวแบบเดียวกัน

Kipchoge เข้าเส้นชัยที่เวียนนาด้วยเวลา 1:59:40 ในการทดลองวิ่งภายใต้เงื่อนไขพิเศษ ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

สิบปีผ่านไป สูตรเดิมยังถูกปรับต่อ

หลังจากนั้น Nike ปรับความสัมพันธ์ระหว่าง ZoomX, Air และ Flyplate ในแต่ละรุ่นต่อเนื่อง Vaporfly NEXT% เพิ่มปริมาณ ZoomX และใช้อัปเปอร์ Vaporweave ที่ Nike ระบุว่าอมน้ำน้อยลง; Alphafly 3 ปรับพื้นให้ต่อเนื่องจากส้นถึงหน้าเท้า; ส่วน Alphafly 4 ปรับรูปทรง วัสดุ และชุด Air Zoom อีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่างเป็นการตอบโจทย์การวิ่งที่ต่างกัน มากกว่าการอัปเกรดตัวเลขอย่างเดียว

10 รุ่นสำคัญของ Nike Super Shoe: แต่ละก้าวเปลี่ยนอะไรบ้าง

เมื่อวางรองเท้าแต่ละเจเนอเรชันเรียงกัน จะเห็นว่าทีมพัฒนาเลือกปรับทั้งโฟม แผ่นคาร์บอน ชุด Air อัปเปอร์ และรูปทรงพื้น เพื่อแก้โจทย์คนละด้าน ลองไล่ย้อนจากรุ่นล่าสุดไปถึงจุดเริ่มต้นกันครับ ตัวเลขเปรียบเทียบสมรรถนะและน้ำหนักด้านล่างเป็นข้อมูลที่ Nike รายงาน โดยใช้รุ่นอ้างอิงตามที่ระบุในแต่ละช่วง

2027 — Nike Apex: ซ้อน Air สองชั้น เพื่อก้าวถัดไปของรองเท้ามาราธอน

Nike Apex ต่อยอดระบบโฟม แผ่นคาร์บอน และ Air Zoom โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในเดือนมกราคม 2027 ตามข้อมูลของ Nike ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

รุ่นที่ Nike วางไว้เป็นก้าวถัดไปคือ Apex ซึ่งมีกำหนดขายในเดือนมกราคม 2027 ใช้ Air Zoom แบบซ้อนสองชั้นที่หน้าเท้า โฟม ZoomX LT และ Flyplate ออกแบบใหม่ Nike อ้างว่าให้การคืนพลังงานสูงกว่า Alphafly 3 ได้สูงสุด 40% พร้อมน้ำหนักเบากว่าราว 10% ตัวเลขการคืนพลังงานนี้เป็นคำกล่าวอ้างจากแบรนด์เกี่ยวกับรองเท้า ไม่ใช่การรับประกันว่าผู้ใส่จะวิ่งเร็วขึ้น 40% ใครอยากอ่านกระบวนการทดสอบกับนักวิ่งระดับโลกต่อ ดูเบื้องหลังการพัฒนา Nike Apex ที่เราเคยเล่าไว้ได้

2026 — Nike Alphafly 4: ปรับทั้งระบบเพื่อรักษาความเร็วตลอดมาราธอน

นักออกแบบได้ปรับปรุงทุกองค์ประกอบของ Nike Alphafly 4 เพื่อมอบประสบการณ์การวิ่งมาราธอนที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Nike ระบุว่ารองเท้าให้การคืนพลังงานมากกว่ารุ่นก่อน 10 เปอร์เซ็นต์ และมีน้ำหนักเบาลง 5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบในไซซ์ผู้ชาย US 8.5 โดยมาพร้อมส่วนบนแบบ Atomknit ใหม่ โฟม ZoomX LT, ชุด Air Zoom ที่ได้รับการอัปเกรด, แผ่นคาร์บอนไฟเบอร์ Flyplate และพื้นรองเท้าชั้นนอกแบบ Fast Shot

2025 — Nike Vaporfly 4: เบาลง พร้อมปรับสมดุลโฟมกับแผ่นคาร์บอน

Vaporfly 4 ขยับสูตร ZoomX และคาร์บอนไฟเบอร์ Flyplate ต่อด้วยการปรับความโค้งของแผ่น เพื่อให้ทำงานสัมพันธ์กับเท้าและข้อเท้า พร้อมลดโฟมในจุดที่ไม่จำเป็นและปรับอัปเปอร์ให้กระชับสบายขึ้น Nike ระบุว่าน้ำหนักเบากว่า Vaporfly 3 ราว 10% และเบากว่า Vaporfly รุ่นแรกปี 2017 อยู่ 20 กรัม จุดที่น่าสนใจจึงอยู่ที่การเลือกจัดวางวัสดุให้พอดี เพื่อรักษาทั้งแรงส่ง ความนุ่ม และความมั่นคงในรองเท้าที่เบาลง

Nike Vaporfly 4 (2025) ปรับความโค้ง Flyplate และลดน้ำหนักจากรุ่นก่อน ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

2024 — Nike Alphafly 3: เชื่อมส้นและหน้าเท้าให้เป็นจังหวะเดียวกัน

จุดเปลี่ยนที่เห็นชัดของ Alphafly 3 คือพื้นด้านล่างที่เชื่อมจากส้นถึงหน้าเท้าอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้การถ่ายน้ำหนักลื่นไหลขึ้นสำหรับรูปแบบการลงเท้าที่ต่างกัน ระบบหลักยังมี ZoomX, Air Zoom สองชุดใต้หน้าเท้า และ Flyplate เต็มความยาว แต่รุ่นนี้ขยายความกว้างของแผ่นคาร์บอนเพื่อช่วยเรื่องความมั่นคง พร้อมอัปเปอร์ Atomknit 3.0 ที่ปรับการโอบกระชับและระบายอากาศ เป็นการพัฒนาให้ระบบแรงส่งของ Alphafly ทำงานกลมกลืนขึ้นตลอดระยะมาราธอน

Nike Alphafly 3 (2024) กับโครงสร้างพื้นต่อเนื่องจากส้นถึงหน้าเท้า ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

2023 — Nike Vaporfly 3: รูปทรงโฟมคืออีกส่วนสำคัญของความเร็ว

Vaporfly 3 ใช้แกนหลักเป็น ZoomX จับคู่ Flyplate คาร์บอนเต็มความยาว แล้วปรับรูปทรงพื้นโฟมด้วยการลดวัสดุในบางตำแหน่งและทำทรงนูนบริเวณหน้าเท้า เพื่อให้การถ่ายน้ำหนักนุ่มนวลและมั่นคงขึ้น อัปเปอร์เปลี่ยนมาใช้ Flyknit ส่วนคู่สี Prototype ยังซ่อนเรื่องราวการพัฒนาไว้บนรองเท้า ทั้งเลข 57 ที่อ้างถึงจำนวนเวอร์ชันอัปเปอร์ที่ทีมทดสอบ และ Swoosh ทรงยาวที่ย้อนถึงรองเท้าของโครงการ Breaking2 ในปี 2017

Nike Vaporfly 3 (2023) ปรับรูปทรง ZoomX และใช้อัปเปอร์ Flyknit ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

2022 — Nike Air Zoom Alphafly NEXT% 2: เติมโฟมใต้ Air และเพิ่มความมั่นคง

Alphafly รุ่นที่สองยังวาง ZoomX, แผ่นคาร์บอน และ Air Zoom สองชุดไว้เป็นหัวใจหลัก แล้วเพิ่มโฟมใต้ชุด Air บริเวณหน้าเท้าเพื่อช่วยเรื่องการคืนพลังงานและการถ่ายน้ำหนักจากส้นไปด้านหน้า ส้นที่กว้างขึ้นช่วยเพิ่มความมั่นคง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนจังหวะวิ่ง ขณะที่ Atomknit 2.0 เน้นล็อกหน้าเท้า ระบายอากาศเหนือปลายเท้า และเพิ่มความสบายใต้เชือก เป็นการเก็บรายละเอียดเพื่อให้รองเท้าพาไปต่อได้ดีขึ้นในระยะไกล

Nike Air Zoom Alphafly NEXT% 2 (2022) เพิ่มโฟมใต้ชุด Air Zoom ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

2021 — Nike ZoomX Vaporfly NEXT% 2: สูตรพื้นเดิม กับการโอบเท้าที่สบายขึ้น

NEXT% 2 ต่อยอดระบบโฟม ZoomX และ Flyplate เต็มความยาวที่นักวิ่งคุ้นเคย โดยเน้นปรับอัปเปอร์ให้ระบายอากาศและโอบเท้าได้สบายขึ้น ผ้าตาข่ายช่วยลดความอับ ส่วนการเสริมบริเวณหน้าเท้าเพิ่มการรองรับและความทนทาน รุ่นนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างว่าการพัฒนา Super Shoe ครอบคลุมทั้งแรงส่งใต้เท้าและความกระชับของรองเท้าตลอดการแข่งขัน

Nike ZoomX Vaporfly NEXT% 2 (2021) ต่อยอดระบบ ZoomX และ Flyplate ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

2019 — Nike ZoomX Vaporfly NEXT%: โฟมมากขึ้น อมน้ำน้อยลง

NEXT% เพิ่ม ZoomX มากกว่า Vaporfly 4% อยู่ 15% และเปลี่ยนมาใช้อัปเปอร์ Vaporweave ที่ Nike ระบุว่าเบากว่า Flyknit และดูดซับเหงื่อหรือน้ำฝนน้อยลง พร้อมปรับลายยางพื้นตามข้อเสนอแนะของ Kipchoge หลังแข่งที่เบอร์ลินท่ามกลางฝน เป็นการต่อยอดที่ตอบทั้งแรงส่งและสภาพสนามจริง

Nike ZoomX Vaporfly NEXT% (2019) กับอัปเปอร์ Vaporweave และ ZoomX ที่เพิ่มขึ้น ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

2017 — Nike Zoom Vaporfly Elite: รองเท้าที่ปรับให้สามนักวิ่ง Breaking2

Vaporfly Elite คือรองเท้าสำหรับ Eliud Kipchoge, Lelisa Desisa และ Zersenay Tadese ในโครงการ Breaking2 ที่ Monza โดยปรับให้เหมาะกับนักวิ่งแต่ละคน โครงสร้างผสาน ZoomX, Flyplate คาร์บอน และอัปเปอร์ Flyknit น้ำหนักเบาที่ช่วยโอบและยึดเท้าไว้กับรองเท้า

Nike Zoom Vaporfly Elite (2017) มุมบนของรองเท้าสำหรับ Breaking2 ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

2017 — Nike Zoom Vaporfly 4% รุ่นต้นแบบ จุดเริ่มต้นของสูตร Super Shoe

ภาพนี้เป็นต้นแบบของ Vaporfly 4% ซึ่งนำโฟมหนาที่คืนพลังงานได้ดีมาทำงานร่วมกับแผ่นคาร์บอน Nike รายงานผลทดสอบ running economy เฉลี่ยดีขึ้น 4% เมื่อเทียบกับ Zoom Streak 6 ตัวเลขนี้หมายถึงการใช้พลังงานที่ลดลงขณะรักษาความเร็วเดิม ไม่ใช่เวลาวิ่งที่เร็วขึ้น 4% สำหรับทุกคน

ต้นแบบ Nike Zoom Vaporfly 4% (2017) จุดเริ่มต้นของแนวคิด Super Shoe ภาพ: Nike / NIKE, Inc.

ทั้งหมดนี้ทำให้ประวัติ Super Shoe ของ Nike ไม่ได้จบที่คำว่า “แผ่นคาร์บอน” แต่เป็นการทดสอบซ้ำ ๆ ว่าโฟม รูปทรง แรงตอบสนอง และร่างกายของนักวิ่งสัมพันธ์กันอย่างไร หากอยากลงลึกเรื่องวัสดุ อ่านต่อในบทความโฟม Nike แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร ส่วนเรื่องราวและภาพต้นฉบับอยู่ที่ NIKE, Inc. The Record (เผยแพร่ 9 ตุลาคม 2026)

แหล่งข้อมูล: NIKE, Inc. — A Decade of the Super Shoe: How Nike Redefined Speed (9 ตุลาคม 2026) และ World Athletics สำหรับสถานะเวลาที่เวียนนา
ข้อมูลรุ่นเพิ่มเติมจาก Nike: Vaporfly 4, Alphafly 3, Vaporfly 3, Alphafly NEXT% 2, Vaporfly NEXT% 2, Alphafly 4
เครดิตภาพ: Nike / NIKE, Inc.

Exit mobile version